ข้าวหอมมะลิ

เลือกพันธุ์ข้าวอะไรดี

มาถึงขั้นตอนการทำความรู้จักกับพันธุ์ข้าวทีนิยมนำมาเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ ซึ่งชาวนามือใหม่จะต้องคัดเลือกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่รูปแบบการทำนา ปริมาณน้ำในนาและผลผลิตี่คาดว่าจะได้รับ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องแน่ใจว่า

เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้รับมาตรฐาน ผลิตจากแปลงข้าวอินทรีย์ที่ไม่มีการปลอมปน ได้มาตากแหล่งที่เชื่อถือได้ ถ้าใช้เมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรเอง ต้องเป็นเมล็ดที่ปลูกแบบอินทรีย์จริงๆ มีลักษณะ ตรงตามพันธุ์ สะอาด และมีเปอร์เซ็นติการงอกไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ GMO และเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการเก็บรักษาโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์

ควรมีคุณสมบัติด้านการเจริญเติบโตที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพ้นที่ปลูก

ให้ผลผลิตดี แม้ในสภาพกินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำ

ต้านทานโรคและแมลงศตรูข้าวได้ดี

มีคุณภาพเมล็ดที่ดี หุงแล้วนุ่ม รสอร่อย

ปัจจุบันพันธุ์ข้าวที่มักจะถูกนำไปปลูกเป็นข้าวอินทรีย์ได้แก่ พันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105 และ กข 15 ซึ่งทั้งสองพันธุ์เป็ข้าวที่มีคุณภาพเมล็ดดีเป็นพิเศษ

 

ข้าวขาวดอกมะลิ 105

จัดเป็นข้าวไวแสง เลื่องชื่อในด้านคุณภาพเมล็ดที่มีลักษณะใส แข็งแกร่งทนแล้ง คุณภาพขัดสีดี เมื่อหุงเป็นข้าวสวยจะมีกลิ่นหอม อ่อนนุ่ม อายุค่อนข้าง สั้น เก็บเกี่ยวได้เร็ว ทนต่อสภาพดินเปรี้ยว และดินกรด แต่มีข้อจำกัดว่าพันธุ์ข้าวนี้จะไม่ต้านทานต่อโรคและแมลงศตรูข้าวที่ไม่สำคัญทุกชนิด

 

ข้าว กข 15

จัดเป็นข้าวไวแสงเช่นกันให้ผลผลิตคุณภาพเมล็ด และการหุงต้มเหมือนข้าวขาวดอกมะลิ 105 แต่เบากวาทนแล้วได้ดีกว่าส่วนข้อจำกัดคือ เหมาะกับนาลุ่ม เพราะจะทำให้ข้าวสุขในระยะที่ยังไม่มีน้ำขังนาต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาลแต่ไม่ต้านทาน โรคของใบแห้งและแมลงศัตรูข้าวส่วนใหญ่ เช่น แมลงบั่ว เพลี้ยกระโดดและหนอนกอ

นอกจากนั้นยังมีพันธุ์ข้าวพื้นถิ่นที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์ให้เหมาะกับถิ่นที่ปลูกตามชื่อของพันธุ์ด้วย

ปลูกข้าวกันเถอะ

ปลูกข้าวกันเถอะ

คู่มือคนเมืองที่จะผันตัวมาเป็นชาวนาอินทรีย์ ฉบับเข้าใจง่ายทำได้จริง

Part1 “ชวนมารู้จักวิถีข้าวอินทรีย์กันก่อน”

ในอดีตหลายคนอาจคิดว่า เรื่องของการปลูกข้าวเป็นเรื่องของชาวนาและครอบครัวที่รับหน้าที่สืบทอดอาชีพกระดูกสันหลังของชาติเท่านั้น จนมาวันนี้ การทำนาได้กลายเป็นเรื่องอินเทรนด์ที่อยู่ในความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่อยากจะสร้างความแปลกใหม่และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ด้วยการลองเป็นชาวนาดูสักครั้ง หลายคนติดใจในวิถีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ หันหลังให้กับงานประจำในเมือง มุ่งหน้าสู่ท้องทุ่ง ยึดอาชีพ ชาวนา เป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว และ ความสำเร็จของชาวนารุ่นใหม่นี่เองที่กลายเป็นแบบอย่าง ต่อยอดให้สายป่านวิถีชาวนารุ่นใหม่ยืดยาวต่อไปเรื่อยๆ กว่าครึ่งของชาวนารุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ ได้เลือกเดินมาตามแนวทางการปลูกข้าวอินทรีย์ เนื่องด้วยเล็งเห็นว่าเรื่องของ สุขภาพ ควรเป็นส่วนผสมหลักในการริเริ่มเปลี่ยนชีวิตในครั้งนี้

ทั้งสุขภาพกาย-ใจ ของคนปลูกที่แฮ็ปปี้ได้เต็มที่ เพราะการทำนาอินทรีย์ใช้ต้นทุนไม่สูง ในระยะยาวจะช่วยประหยัดทั้งค่าปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และยากำจัดศัตรูพืชแถมสุขภาพกายไม่เสีย ร่างกายไม่ต้องรับสารเคมี ได้หลีกลี้จากมลพิษและความเครียดในเมืองมาอยู่ในบรรยากาศบริสุทธิ์ของท้องทุ่งนาเขียวขจี ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตหัวใจสีเขียวที่ใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมด้วย สุขภาพกายของคนกิน ได้กินข้าวอินทรีย์ ข้าวปลอดสารพิษย่อมแข็งแรงเพราะได้รับประโยชน์จากสารอาหารและแร่ธาตุในข้าวไปเต็มๆ สุขภาพของสังคมคือได้สร้างเครือข่ายคนผลิต – คนกินข้าวอินทรีย์ ให้ชาวไทยแข็งแรงไปด้วยกัน

 

 

มารู้จักวิธีการปลูกข้าวกัน

จะเลือกวิธีปลูกข้าวอย่างไรให้เหมาะสม ชาวนามือใหม่ต้องวิเคราะห์ทั้งจากสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ระบบชลประทาน แรงงาน ระยะเวลา ต้นทุน และ ผลิตผลที่คาดว่าจะได้รับ โดยวิธีการทำนาที่ชาวนาไทยถือปฏิบัติกันมามีอยู่ 3 วิธีหลัก คือ

  1. นาหว่าน
    เป็นการปลูกข้าว โดยการหว่านเมล็ดลงไปในนาทีผ่านการไถไว้แล้ว เป็นวิธีที่นิยมมาก ในปัจจุบัน เนื่องจากประหยัดแรงงานและเวลา ซึ่งการทำนาหว่านแบ่งเป็น 2 วิธี คือ นาหว่านข้าวแห้ง คือ การหว่านเมล็ดที่ยังไม่งอกลงในพื้นที่ชุ่มชื้นเล็กน้อย โดยยังไม่ปล่อยให้น้ำท่วมแปลง แล้วไถหรือคราดเพื่อกลบเมล็ด พอต้นเริ่มงอกจึงเริ่มให้น้ำได้เล็กน้อย จนต้นโตขึ้นจงปล่อยน้ำเข้านาได้ นาหว่านน้ำตม ต้องนำเมล็ดพันธุ์ข้าว มาเพาะให้งอก มีขนาดตุ่มตา (มีรากงอกประมาณ 1-2 มิลลิเมตร) ก่อนจะปล่อยน้ำให้อยู่ในนาประมาร 3-5 เซนติเมตร แล้วปล่อยน้ำให้ดินตกตะกอนจนน้ำใส จากนั้นจึงหว่านเมล็ดที่เพาะไว้จนงอกแล้วลงในนาแล้วไขน้ำออก รอจนกว่าต้นกล้าจะเติบโตการทำนาหว่านน้ำตมต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสม จึงนิยมทำกับนาปรัง การทำนาหว่านมีข้อเสียชัดเจนในเรื่องการสิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์ข้าว เพราะเมื่อหว่านไปแล้ว ก็มีแนวโน้มสูงที่เมล็ดพันธุ์ข้าวจะตกลงบนผืนนาแบบกระจุกตัว ต้นข้าวที่ขึ้นมาจะขึ้นแน่อน ไม่เป็นระเบียบ และสารอาหาร แร่ธาตุ และ น้ำกันเองดังนั้นการทำนาอินทรีย์ด้วยวิธีทำนาหว่านจึงไม่ค่อยเป็นที่แนะนำเท่าไหร่นัก
  2. นาดำ
    จะแบ่งเป็นสองช่วง คือ ช่วงตกกล้าเป็นการนำเมล้ดพันธุ์มาเพาะในแปลงขนาดเล้ก ช่วงที่ 2 เป็นช่วงปักดำ ถอนกล้ามามัดรวมกัน แล้วนำมาปักดำในพื้นที่นาซึ่งมีคันนากั้นแบ่งเป็นแปลงเพื่อขังน้ำให้ข้าวเติบโตและปล่อยน้ำออกในช่วงติดรวง ชาวนามือใหม่ที่เลือกทำนาอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ จะได้แปลงดำที่สวยงาม ต้นข้าวเรียงเป็นแถวเป็นระเบียบ ซึ่งจะเป็นผลจากการเตรียมพื้นที่ทำนาดำ ตั้งแต่การปรุงดิน ไถดะ ไถแปร ทำเทือก การคราดแต่แรก ดังนั้นเคล็ดลับหนึ่งการทำนาดำให้ประสบความสำเร็จคือ การวางแผนที่ดี หากเริ่มดีลำบากก่อน สบายทีหลังแน่นอน ไม่เชื่อลองตามไปอ่านกันต่อ
  3. นาโยน
    เป้นการทำนารูปแบบใหม่ที่มาช่วยปิดช่องว่างของปัญหาจากการทำนาหว่านและนาดำ เพราะได้ชื่อว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมกับการทำนาอินทรีย์ตามวิถีของชาวนารุ่นใหม่ในหลายด้าน ป้องกันการเกิดของข้าววัชพืช (ข้าวดีด)และวัชพืชในนาได้ดี ประหยัดเมล็ดพันธุ์ลงได้ 80-85 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้พันธุ์ข้าวเพียง 3-5 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นกล้าที่โยนจะตั้งตัวได้ทันที กล้าข้าวไม่ช้ำ เจริญเติบโตได้รวดเร็วและแตกกอดี ใช้ปุ๋ยน้อยกว่าวิธีนาหว่านน้ำตมไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ใช้ต้นทุนต่ำ ได้ผลผลิตสูง และ คุณภาพดี